การสะกดจิต (Hypnosis) ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องที่เราเข้าไม่ถึงสักที เราได้ยินคำว่า
“สะกดจิต” มานานแล้ว บางคนได้เห็นหรือได้ถูกสะกดจิตมาแล้วแต่ก็ยังค้นพบไม่ได้ว่ามันเกิดจาก
อะไร บางครั้งแพทย์ (บางคน) นำการสะกดจิตมาใช้ในการบำบัดทางจิตใช้แทนยา แม้กระทั่งใช้ใน
ขณะทำฟันให้คนไข้ ขณะที่ปัจจุบันการสะกดจิตเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกีฬาทั้งในฐานะ
เครื่องมือบำบัดและในฐานะเครื่องมือกระตุ้นศักยภาพของนักกีฬา
|
|
| การสะกดจิต คืออะไร? |
การสะกดจิต เป็นลำดับการผันแปรของจิตสำนึกและการรู้ตัวหรือสติสัมชัญญะโดยที่ตัวบุคคลเองนิ่งเฉยและไม่ได้ต่อต้าน คำแนะนำหรือคำสั่งที่ถูกป้อนให้ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้เป็นกรณีเฉพาะภายใต้บุคคลสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งน่าจะเรียกว่า “ผู้สะกด” ถ้าจะเรียกให้เป็นภาษาวิชาการก็เรียกได้ว่า “ผู้บำบัด” กับอีกฝ่ายคือ “ผู้ถูกสะกด” หรือ “ผู้ถูกบำบัด” นั่นเอง ผู้บำบัดจะทำหน้าที่คล้ายผู้ให้ประสบการณ์ ผู้ถูกบำบัดจะได้รับและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้บำบัดกำหนดให้อย่างตั้งใจ (Attention) โดยไม่มีอุปสรรคหรือสิ่งรบกวนภายนอกแทรกซึมเข้ามาทำลายกำแพงความตั้งใจนั้นได้เลย จากหลักการของการสะกดจิตดังกล่าว นักจิตวิทยาการกีฬาจึงได้นำมาประยุกต์โดยเน้นการสะกดจิตไปใช้เป็นเทคนิคหรือเครื่องมือในการช่วยเหลือนักกีฬาให้ก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายของแต่ละคน อาทิ การสร้างจินตภาพที่สมบูรณ์แบบในการจินตนาการเกี่ยวกับการแสดงความสามารถของตัวนักกีฬาเอง เป็นต้น
|
|
การถูกสะกดจิต (รู้สึก) เหมือนอะไร ? |
เคยถูกสะกดจิตหลายคนอธิบายความรู้สึกสนองตอบต่อการสะกดจิตอย่างหลากหลายอย่างไรก็ตามถึงแม้จะพรรณนาความรู้สึกเหล่านี้ได้ค่อนข้างยาก แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ควรรับรู้
กล่าวคือ การถูกสะกดจิตจะรู้สึกเหมือนกับ
- การเข้าฌาน หรือการแปรเปลี่ยนของระดับสติสัมปชัญญะสู่สมาบัติ
- การหลุดจากภวังค์ จิตแยกออกจากกาย
- การเข้าสมาธิพร้อมกับผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ
- สุขสงบรื่นรมย์เป็นที่สุด
โดยภาพรวมแล้วหลาย ๆ คนเห็นด้วยกับพื้นฐานความรู้สึกข้างต้นว่า เป็นความรู้สึกที่
ผ่อนคลาย มีสมาธิหลาย ๆ ระดับจนถึง “ฌาน” โดยที่ยังรู้สึกตัวหรือรับรู้ข่าวสารได้อยู่
|
| |
คนทุกคนถูกสะกดจิตได้หรือไม่ ? |
การสะกดจิตเป็นเรื่องของจิต ซึ่งแน่นอนว่าความสามารถในการรับการถูกสะกดจิตย่อม
แตกต่างกัน เพราะเรื่องของจิตเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคลอย่างชัดเจน แถมวัดได้ยากอีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เชื่อว่าความสามารถในการทำการสะกดจิตและถูกสะกดจิตก็เช่นเดียวกับความสามารถด้านอื่น ๆ กล่าวคือ มีอยู่ในตัวบุคคลและนำออกมาใช้ได้เมื่อถูกฝึกฝนให้ทำเป็นลำดับจากค่อยเป็นค่อยไปจนถึงขั้นสูงสุดซึ่งทุกคนสามารถพัฒนาขึ้นได้ด้วยการฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นความคุ้นเคย |
|
มีวิธีการหลากหลายมากมายที่เป็นสาเหตุของการถูกสะกดจิต โดยอาจเริ่มต้นด้วยช่วงหรือระยะแรกของการถูกสะกดจิต ซึ่งเกิดจากการที่จิตถูกเพ่งไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การมองลูกกอล์ฟอย่างตั้งใจ แต่ผ่อนคลายทั้งกายและจิต (ใช้เทคนิคการควบคุมการหายใจและเทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ) ในเวลาเดียวกันผู้บำบัดหลายต่อหลายคนใช้เทคนิคการนับจำนวนในการนำเข้าสู่ช่วงหรือระยะแรกของการสะกดจิต ต่อจากนั้นอาจใช้เทคนิคการจินตนาการหรือดนตรีเพื่อเข้าสู่ช่วงหรือระยะการสะกดจิตในระดับที่ลึกขึ้น หรืออาจใช้ร่วมกับการให้คำแนะนำ (ใช้คำสั่งต่าง ๆ) ที่
เกี่ยวข้องกับเทคนิคในกีฬาชนิดนั้น ๆ การจินตภาพทักษะท่าทางที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ การทบทวนแผนการเล่น หรือแม้กระทั่งการทบทวนจินตภาพเพื่อให้จดจำได้ลึกซึ้ง แม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่นักสะกดจิตทางการกีฬาแนะนำก็คือ ท่าทางของผู้ถูกสะกดจิต (นักกีฬา) ควรอยู่ในท่านั่ง (สบาย ๆ) หรือกึ่งนั่งกึ่งนอน (สบาย ๆ) ตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงช่วงหรือระยะที่กำลัง
จะออกจากการถูกสะกดจิต (ใช้วิธีนับจำนวนทวนกลับจากการนับในช่วงเริ่ม) ทั้งนี้ ด้วยเหตุผล
เพื่อให้นักกีฬา (ผู้ถูกสะกดจิต) ผันเปลี่ยนกระแสฌานกลับสู่ความเป็นตัวตนและการรู้ตัวหรือ
มีสติสัมปชัญญะได้สมบูรณ์แบบดังเดิม
|
ปัจจุบันนักจิตวิทยาการกีฬาซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารทีมกีฬาและนักกีฬาระดับอาชีพ ได้พัฒนาการสะกดจิตนักกีฬาไปอีกขั้นหนึ่งโดยสามารถสอนให้นักกีฬาบางคนสะกดจิตตัวเองได้โดย
ไม่ต้องทำงานร่วมกับนักสะกดจิตโดยมีข้อมูลเพิ่มเติมคือการสะกดจิตตัวเองอาจปฏิบัติได้ไม่ลึกเท่าการถูกควบคุมจากผู้สะกดจิต (ผู้บำบัด) แต่จากประสบการณ์ของทั้งนักกีฬาและผู้บำบัดเองพบว่า
เพียงพอแล้วสำหรับการมุ่งไปสู่จุดหมายของการปฏิบัติในแต่ละกรณี |
|
ประโยชน์ของการสะกดจิต |
ทั้งโค้ชและนักกีฬาที่เคยใช้การสะกดจิตต่างก็รู้ดีว่า การสะกดจิตให้ผลดีอย่างไรต่อการ
ควบคุมเทคนิคกีฬาและการบำบัดทางจิต การเข้าสู่สภาวะถูกสะกดจะเกิดเมื่อมีการผ่อนคลายซึ่งเป็นผลมาจากความสงบทางจิตและความสบายทางกายควบคู่กัน การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ที่ตามมาก็คือ อัตราการเต้นของหัวใจจะค่อย ๆ ช้าลง ความดันเลือดต่ำลง องค์ประกอบทางเคมีในร่างกายเกิดสมดุลยิ่งขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำไปใช้ในการควบคุมความวิตกกังวลและการจัดการกับความเครียดในตัวนักกีฬา และยิ่งภาวะทางจิตเข้าสู่ฌาน ความรู้สึกจะว่างเปล่า ซึ่งในจังหวะนี้เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้บำบัดที่จะสื่อสาร ออกคำสั่ง กำหนดเงื่อนไข หรือสร้างสรรค์ประสบการณ์ (ทางการกีฬา) ให้เข้าไปเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกของผู้ถูกบำบัด (นักกีฬา) ข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไป (ตอนถูกสะกดจิต) ยิ่งมีคุณภาพมากเท่าไรความสามารถที่แสดงออกมาในภายหลังก็ยิ่งมีศักยภาพมากขึ้นเท่านั้น เพราะการสะกดจิตทำให้ผู้ถูกสะกดสามารถปลดปล่อยหรือนำจินตภาพออกมาใช้เป็นรูปธรรมได้อย่างมีพลังอำนาจและมีประสิทธิภาพ
|
นักกีฬาสามารถใช้ประโยชน์ในการสะกดจิตได้หลายทาง เช่น การเพิ่มความเชื่อมั่นใน
ตนเอง การควบคุมความรู้สึก การควบคุมการตั้งเป้าหมาย การพัฒนาจินตภาพ การปรับภาวะ
สมดุลของระบบในร่างกายและการจัดการกับปัญหาส่วนตัวบางเรื่อง เป็นต้น
ประโยชน์ของการสะกดจิตในนักกีฬาพอจะสรุปแยกแยะได้เป็นประเด็นหลักต่อไป
- ช่วยให้ผ่อนคลายและจัดการกับความเครียด
- ขณะถูกสะกดจิต นักกีฬาจะถูกวางเงื่อนไขให้รู้จักพัฒนาความสามารถในการควบคุมสมาธิ ความสามารถในการสกัดกั้นภาวะทางจิตที่จะมารบกวนหรือทำลายสมาธิ การระลึกถึง
และการลืมประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
- ช่วยในการควบคุมการทำงานของร่างกายที่เกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติ อาทิ
ความดันเลือด ลดความรู้สึกเจ็บปวด หรือเพิ่มการไหลเวียนเลือดและของเหลวไปสู่ส่วนของ
ร่างกายที่ถูกชนถูกกระแทก ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้การฟื้นสภาพจากอาการบาดเจ็บของนักกีฬารวดเร็วขึ้น
- สร้างความเชื่อ (Belief) และความเชื่อมั่นในตนเอง รวมทั้งแรงจูงใจในวิธีการและเทคนิคของการสะกดจิตกับการกีฬา
|
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิตแนะนำว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากในการที่จะเรียนรู้การสะกดจิตตนเองจากผู้ชำนาญการ โดยในเบื้องต้นการฝึกการสะกดจิตตนเองนั้นให้ยึดถือแนวทางปฏิบัติต่อไปนี้เป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
- กำหนดขอบเขตของสาระหรือสิ่งที่ต้องการในการถูกสะกดจิตให้แคบและชัดเจน เช่น ต้องการผ่อนคลายจากความเครียดอันเนื่องมาจากผลการแข่งขันที่ผ่านมา ฯลฯ
- เขียนหรือบันทึกโดยระบุเจาะจงความคิดที่ต้องคิดถึงในขณะที่จิตถูกสะกด เช่น ขณะทำการแข่งขันต้องคิดถึง : การหายใจช้า ๆ – เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น (ที่ทำให้ไม่สบายใจ) – เทคนิคที่นำมาใช้บำบัด –ลงมือ (จิต) บำบัด
- หาสถานที่ที่สงบ สบาย และปราศจากการถูกรบกวนใด ๆ
- นั่งหรือนอนในท่าที่คิดว่าสบายที่สุด หลับตาแล้วค่อย ๆ ควบคุมความรู้สึกให้ตานั้นหลับลึกขึ้น ๆ โดยไม่ใช่เป็นการหลับด้วยการข่มจิตหรือหลับด้วยการกดเปลือกตา ต่อจากนั้นค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจเข้าออก ปลดปล่อยความคิดที่มีอยู่ในสมองให้ล่องลอยออกไปจากตัวตน
- กำหนดความผ่อนคลายไปทั่วกายให้รู้สึกว่าความตึงในกล้ามเนื้อถูกหลอมละลายไปหมดทุก เส้นใย
- นับเลขในใจ (เช่น 1 – 20) ไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ เพื่อช่วยให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น และเพื่อกำจัดความไม่สบายกาย ไม่สบายจิตทั้งปวง
- จินตนาการถึงตนเองว่ากำลังอยู่ในสถานที่ที่สุดชื่นชอบแสนสงบสุขและสวยงามยิ่ง เพลิดเพลินกับจินตภาพนั้นอย่างอิ่มเอิบและได้รายละเอียดมากที่สุด
- เมื่อเกิดความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ให้เริ่มคิดถึงจินตภาพหรือสาระสำคัญที่เป็นประเด็นหลักในการสะกดจิตซึ่งกำหนดไว้แต่แรกต่อเนื่องไปจนถึงเทคนิคที่นำมาใช้บำบัด เช่น ความรู้สึกผ่อนคลายที่จะเกิดขึ้นในการแข่งขันครั้งต่อไป ฯลฯ หยั่งลึกและซึมซับข้อมูลเหล่านี้ (จินตภาพทั้งหลาย) เข้าสู่จิตให้เต็มเปี่ยมและแจ่มชัด
- เมื่อใดที่รู้สึกเปี่ยมสุขกับการควบคุมจินตภาพได้ทั้งหมด เมื่อนั้นแสดงว่ากำลังเข้าสู่ช่วงหรือระยะของจิตที่ถูกสะกดแล้ว
- หากต้องการออกจากภาวะถูกสะกดจิตก็ทำได้โดยเทคนิคที่เคยแนะนำคือ การนับจำนวนย้อนกลับ เช่น 20 – 1 เป็นต้น แต่ขณะนับให้ใช้เทคนิคการปรับจิตตนเองให้เข้ากับกายและสภาพแวดล้อมเพื่อกลับสู่ภาวะปกติของชีวิตประจำวันด้วย
|
ปัจจุบันนักกีฬาระดับโลกหลายคนรู้จักวิธีการสะกดจิตตนเองและนำมาใช้กันแล้ว นี่คือ
ช่องว่างระหว่างยุทธศาสตร์ด้านจิตวิทยาการกีฬาของชาติที่พัฒนา (การกีฬา) แล้วกับชาติต่าง ๆ
|
บทความนี้เป็นของที่ระลึก (Souvenir) ที่ผู้เขียนนำมาฝากนักพลศึกษาทั้งหลาย ซึ่งได้มาจากการร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ร่วมกับคณาจารย์คณะ
ศึกษาศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 – 10 มีนาคม 2548 ผู้เขียนมีโอกาสเข้าเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยและ
สถาบันกีฬาของทั้งสองประเทศ และมีโอกาสได้สอบถามขอความรู้จากนักวิชาการหลายท่าน โดยเฉพาะด้านกีฬา ผู้เขียนได้ค้นพบหลักฐานการพัฒนากีฬาที่เด่นชัด เปรียบเทียบระหว่างไทยกับ
ออสเตรเลีย คือคนออสเตรเลียรลงทุนตีตั๋ว 13.50 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย ประมาณ 400 บาท เข้าชมสถาบันกีฬาของออสเตรเลียรอบละหลายสิบคน สอบถามทราบว่าส่วนมากประกอบอาชีพต่าง ๆ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกีฬาโดยตรง แต่เล่นกีฬาและสนใจที่จะรู้เรื่องเกี่ยวกับกีฬา ส่วนคนไทย ขนาดกีฬายอดนิยม (ฟุตบอล) แค่ตีตั๋ว 50 บาทค่าดู ยังต้องคิดหน้าคิดหลังอยู่เลย เรื่องนี้เป็นเรื่องของทัศนคติต่อการกีฬาของคนไทย ใครจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงแนวคิดนี้ในประเทศไทย คงไม่พ้นครูพลศึกษา
|
|
เอกสารและสิ่งอ้างอิง
Michelle Puccaynella Dr. “Hypnosis in Sport”, The New Zealand Coach. Volume 125 : No.4, Spring 2004. pp. 17 – 19.
www.Google.com.au Keyword “Hypnotherapy” |
| |
| |
| |