Header image
PHYSICAL EDUCATION
 
FACULTY OF EDUCATION,KU.
  กลับหน้าแรก ::

 

 

 

 

 

 

การสะกดจิตกับการกีฬา

รองศาสตราจารย์ เจษฎา  เจียระนัยภาควิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

                การสะกดจิต   (Hypnosis)  ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องที่เราเข้าไม่ถึงสักที   เราได้ยินคำว่า “สะกดจิต”  มานานแล้ว  บางคนได้เห็นหรือได้ถูกสะกดจิตมาแล้วแต่ก็ยังค้นพบไม่ได้ว่ามันเกิดจาก อะไร  บางครั้งแพทย์ (บางคน)  นำการสะกดจิตมาใช้ในการบำบัดทางจิตใช้แทนยา แม้กระทั่งใช้ใน ขณะทำฟันให้คนไข้    ขณะที่ปัจจุบันการสะกดจิตเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกีฬาทั้งในฐานะ เครื่องมือบำบัดและในฐานะเครื่องมือกระตุ้นศักยภาพของนักกีฬา

 

 

การสะกดจิต คืออะไร?

                การสะกดจิต  เป็นลำดับการผันแปรของจิตสำนึกและการรู้ตัวหรือสติสัมชัญญะโดยที่ตัวบุคคลเองนิ่งเฉยและไม่ได้ต่อต้าน  คำแนะนำหรือคำสั่งที่ถูกป้อนให้  ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้เป็นกรณีเฉพาะภายใต้บุคคลสองฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งน่าจะเรียกว่า  “ผู้สะกด”  ถ้าจะเรียกให้เป็นภาษาวิชาการก็เรียกได้ว่า   “ผู้บำบัด”  กับอีกฝ่ายคือ  “ผู้ถูกสะกด”  หรือ  “ผู้ถูกบำบัด”  นั่นเอง  ผู้บำบัดจะทำหน้าที่คล้ายผู้ให้ประสบการณ์  ผู้ถูกบำบัดจะได้รับและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้บำบัดกำหนดให้อย่างตั้งใจ  (Attention)  โดยไม่มีอุปสรรคหรือสิ่งรบกวนภายนอกแทรกซึมเข้ามาทำลายกำแพงความตั้งใจนั้นได้เลย  จากหลักการของการสะกดจิตดังกล่าว  นักจิตวิทยาการกีฬาจึงได้นำมาประยุกต์โดยเน้นการสะกดจิตไปใช้เป็นเทคนิคหรือเครื่องมือในการช่วยเหลือนักกีฬาให้ก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายของแต่ละคน  อาทิ  การสร้างจินตภาพที่สมบูรณ์แบบในการจินตนาการเกี่ยวกับการแสดงความสามารถของตัวนักกีฬาเอง  เป็นต้น

 

การถูกสะกดจิต  (รู้สึก)  เหมือนอะไร ?

               เคยถูกสะกดจิตหลายคนอธิบายความรู้สึกสนองตอบต่อการสะกดจิตอย่างหลากหลายอย่างไรก็ตามถึงแม้จะพรรณนาความรู้สึกเหล่านี้ได้ค่อนข้างยาก   แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ควรรับรู้ กล่าวคือ  การถูกสะกดจิตจะรู้สึกเหมือนกับ
                - การเข้าฌาน หรือการแปรเปลี่ยนของระดับสติสัมปชัญญะสู่สมาบัติ
                - การหลุดจากภวังค์  จิตแยกออกจากกาย
                - การเข้าสมาธิพร้อมกับผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ
                - สุขสงบรื่นรมย์เป็นที่สุด

                โดยภาพรวมแล้วหลาย ๆ  คนเห็นด้วยกับพื้นฐานความรู้สึกข้างต้นว่า   เป็นความรู้สึกที่ ผ่อนคลาย  มีสมาธิหลาย ๆ ระดับจนถึง  “ฌาน”  โดยที่ยังรู้สึกตัวหรือรับรู้ข่าวสารได้อยู่

 

 

คนทุกคนถูกสะกดจิตได้หรือไม่ ?

                การสะกดจิตเป็นเรื่องของจิต  ซึ่งแน่นอนว่าความสามารถในการรับการถูกสะกดจิตย่อม
แตกต่างกัน เพราะเรื่องของจิตเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคลอย่างชัดเจน   แถมวัดได้ยากอีกด้วย  ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้    เชื่อว่าความสามารถในการทำการสะกดจิตและถูกสะกดจิตก็เช่นเดียวกับความสามารถด้านอื่น ๆ  กล่าวคือ มีอยู่ในตัวบุคคลและนำออกมาใช้ได้เมื่อถูกฝึกฝนให้ทำเป็นลำดับจากค่อยเป็นค่อยไปจนถึงขั้นสูงสุดซึ่งทุกคนสามารถพัฒนาขึ้นได้ด้วยการฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นความคุ้นเคย

 

 

                มีวิธีการหลากหลายมากมายที่เป็นสาเหตุของการถูกสะกดจิต  โดยอาจเริ่มต้นด้วยช่วงหรือระยะแรกของการถูกสะกดจิต  ซึ่งเกิดจากการที่จิตถูกเพ่งไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  เช่น  การมองลูกกอล์ฟอย่างตั้งใจ   แต่ผ่อนคลายทั้งกายและจิต    (ใช้เทคนิคการควบคุมการหายใจและเทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ)  ในเวลาเดียวกันผู้บำบัดหลายต่อหลายคนใช้เทคนิคการนับจำนวนในการนำเข้าสู่ช่วงหรือระยะแรกของการสะกดจิต  ต่อจากนั้นอาจใช้เทคนิคการจินตนาการหรือดนตรีเพื่อเข้าสู่ช่วงหรือระยะการสะกดจิตในระดับที่ลึกขึ้น  หรืออาจใช้ร่วมกับการให้คำแนะนำ  (ใช้คำสั่งต่าง ๆ)  ที่
เกี่ยวข้องกับเทคนิคในกีฬาชนิดนั้น ๆ การจินตภาพทักษะท่าทางที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ การทบทวนแผนการเล่น หรือแม้กระทั่งการทบทวนจินตภาพเพื่อให้จดจำได้ลึกซึ้ง  แม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่นักสะกดจิตทางการกีฬาแนะนำก็คือ ท่าทางของผู้ถูกสะกดจิต (นักกีฬา) ควรอยู่ในท่านั่ง  (สบาย ๆ)   หรือกึ่งนั่งกึ่งนอน  (สบาย ๆ)   ตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงช่วงหรือระยะที่กำลัง จะออกจากการถูกสะกดจิต   (ใช้วิธีนับจำนวนทวนกลับจากการนับในช่วงเริ่ม)  ทั้งนี้  ด้วยเหตุผล
เพื่อให้นักกีฬา    (ผู้ถูกสะกดจิต)    ผันเปลี่ยนกระแสฌานกลับสู่ความเป็นตัวตนและการรู้ตัวหรือ
มีสติสัมปชัญญะได้สมบูรณ์แบบดังเดิม

 

                ปัจจุบันนักจิตวิทยาการกีฬาซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารทีมกีฬาและนักกีฬาระดับอาชีพ  ได้พัฒนาการสะกดจิตนักกีฬาไปอีกขั้นหนึ่งโดยสามารถสอนให้นักกีฬาบางคนสะกดจิตตัวเองได้โดย
ไม่ต้องทำงานร่วมกับนักสะกดจิตโดยมีข้อมูลเพิ่มเติมคือการสะกดจิตตัวเองอาจปฏิบัติได้ไม่ลึกเท่าการถูกควบคุมจากผู้สะกดจิต (ผู้บำบัด) แต่จากประสบการณ์ของทั้งนักกีฬาและผู้บำบัดเองพบว่า
เพียงพอแล้วสำหรับการมุ่งไปสู่จุดหมายของการปฏิบัติในแต่ละกรณี

 

 

ประโยชน์ของการสะกดจิต

                ทั้งโค้ชและนักกีฬาที่เคยใช้การสะกดจิตต่างก็รู้ดีว่า  การสะกดจิตให้ผลดีอย่างไรต่อการ
ควบคุมเทคนิคกีฬาและการบำบัดทางจิต   การเข้าสู่สภาวะถูกสะกดจะเกิดเมื่อมีการผ่อนคลายซึ่งเป็นผลมาจากความสงบทางจิตและความสบายทางกายควบคู่กัน  การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา  ที่ตามมาก็คือ อัตราการเต้นของหัวใจจะค่อย ๆ  ช้าลง  ความดันเลือดต่ำลง   องค์ประกอบทางเคมีในร่างกายเกิดสมดุลยิ่งขึ้น  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำไปใช้ในการควบคุมความวิตกกังวลและการจัดการกับความเครียดในตัวนักกีฬา   และยิ่งภาวะทางจิตเข้าสู่ฌาน   ความรู้สึกจะว่างเปล่า   ซึ่งในจังหวะนี้เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้บำบัดที่จะสื่อสาร   ออกคำสั่ง  กำหนดเงื่อนไข  หรือสร้างสรรค์ประสบการณ์  (ทางการกีฬา) ให้เข้าไปเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกของผู้ถูกบำบัด   (นักกีฬา)   ข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไป  (ตอนถูกสะกดจิต)   ยิ่งมีคุณภาพมากเท่าไรความสามารถที่แสดงออกมาในภายหลังก็ยิ่งมีศักยภาพมากขึ้นเท่านั้น     เพราะการสะกดจิตทำให้ผู้ถูกสะกดสามารถปลดปล่อยหรือนำจินตภาพออกมาใช้เป็นรูปธรรมได้อย่างมีพลังอำนาจและมีประสิทธิภาพ

 

                นักกีฬาสามารถใช้ประโยชน์ในการสะกดจิตได้หลายทาง  เช่น  การเพิ่มความเชื่อมั่นใน
ตนเอง การควบคุมความรู้สึก การควบคุมการตั้งเป้าหมาย การพัฒนาจินตภาพ  การปรับภาวะ
สมดุลของระบบในร่างกายและการจัดการกับปัญหาส่วนตัวบางเรื่อง  เป็นต้น

                ประโยชน์ของการสะกดจิตในนักกีฬาพอจะสรุปแยกแยะได้เป็นประเด็นหลักต่อไป

                - ช่วยให้ผ่อนคลายและจัดการกับความเครียด
                - ขณะถูกสะกดจิต  นักกีฬาจะถูกวางเงื่อนไขให้รู้จักพัฒนาความสามารถในการควบคุมสมาธิ ความสามารถในการสกัดกั้นภาวะทางจิตที่จะมารบกวนหรือทำลายสมาธิ  การระลึกถึง
และการลืมประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
                - ช่วยในการควบคุมการทำงานของร่างกายที่เกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติ   อาทิ
ความดันเลือด   ลดความรู้สึกเจ็บปวด   หรือเพิ่มการไหลเวียนเลือดและของเหลวไปสู่ส่วนของ
ร่างกายที่ถูกชนถูกกระแทก ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้การฟื้นสภาพจากอาการบาดเจ็บของนักกีฬารวดเร็วขึ้น
                - สร้างความเชื่อ  (Belief)  และความเชื่อมั่นในตนเอง  รวมทั้งแรงจูงใจในวิธีการและเทคนิคของการสะกดจิตกับการกีฬา

 

                ผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิตแนะนำว่า  เป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากในการที่จะเรียนรู้การสะกดจิตตนเองจากผู้ชำนาญการ  โดยในเบื้องต้นการฝึกการสะกดจิตตนเองนั้นให้ยึดถือแนวทางปฏิบัติต่อไปนี้เป็นพื้นฐาน กล่าวคือ


                - กำหนดขอบเขตของสาระหรือสิ่งที่ต้องการในการถูกสะกดจิตให้แคบและชัดเจน  เช่น  ต้องการผ่อนคลายจากความเครียดอันเนื่องมาจากผลการแข่งขันที่ผ่านมา  ฯลฯ 
                - เขียนหรือบันทึกโดยระบุเจาะจงความคิดที่ต้องคิดถึงในขณะที่จิตถูกสะกด  เช่น  ขณะทำการแข่งขันต้องคิดถึง : การหายใจช้า ๆ – เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น  (ที่ทำให้ไม่สบายใจ) – เทคนิคที่นำมาใช้บำบัด –ลงมือ (จิต) บำบัด
                - หาสถานที่ที่สงบ  สบาย  และปราศจากการถูกรบกวนใด ๆ
                - นั่งหรือนอนในท่าที่คิดว่าสบายที่สุด  หลับตาแล้วค่อย ๆ ควบคุมความรู้สึกให้ตานั้นหลับลึกขึ้น ๆ โดยไม่ใช่เป็นการหลับด้วยการข่มจิตหรือหลับด้วยการกดเปลือกตา  ต่อจากนั้นค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจเข้าออก  ปลดปล่อยความคิดที่มีอยู่ในสมองให้ล่องลอยออกไปจากตัวตน
                - กำหนดความผ่อนคลายไปทั่วกายให้รู้สึกว่าความตึงในกล้ามเนื้อถูกหลอมละลายไปหมดทุก   เส้นใย
                - นับเลขในใจ  (เช่น  1 – 20)  ไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ เพื่อช่วยให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น และเพื่อกำจัดความไม่สบายกาย  ไม่สบายจิตทั้งปวง
                - จินตนาการถึงตนเองว่ากำลังอยู่ในสถานที่ที่สุดชื่นชอบแสนสงบสุขและสวยงามยิ่ง เพลิดเพลินกับจินตภาพนั้นอย่างอิ่มเอิบและได้รายละเอียดมากที่สุด
                - เมื่อเกิดความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย  ให้เริ่มคิดถึงจินตภาพหรือสาระสำคัญที่เป็นประเด็นหลักในการสะกดจิตซึ่งกำหนดไว้แต่แรกต่อเนื่องไปจนถึงเทคนิคที่นำมาใช้บำบัด  เช่น  ความรู้สึกผ่อนคลายที่จะเกิดขึ้นในการแข่งขันครั้งต่อไป  ฯลฯ  หยั่งลึกและซึมซับข้อมูลเหล่านี้  (จินตภาพทั้งหลาย)  เข้าสู่จิตให้เต็มเปี่ยมและแจ่มชัด
                - เมื่อใดที่รู้สึกเปี่ยมสุขกับการควบคุมจินตภาพได้ทั้งหมด  เมื่อนั้นแสดงว่ากำลังเข้าสู่ช่วงหรือระยะของจิตที่ถูกสะกดแล้ว
                - หากต้องการออกจากภาวะถูกสะกดจิตก็ทำได้โดยเทคนิคที่เคยแนะนำคือ  การนับจำนวนย้อนกลับ เช่น  20 – 1 เป็นต้น  แต่ขณะนับให้ใช้เทคนิคการปรับจิตตนเองให้เข้ากับกายและสภาพแวดล้อมเพื่อกลับสู่ภาวะปกติของชีวิตประจำวันด้วย

 

                ปัจจุบันนักกีฬาระดับโลกหลายคนรู้จักวิธีการสะกดจิตตนเองและนำมาใช้กันแล้ว  นี่คือ
ช่องว่างระหว่างยุทธศาสตร์ด้านจิตวิทยาการกีฬาของชาติที่พัฒนา  (การกีฬา)  แล้วกับชาติต่าง ๆ

 

                บทความนี้เป็นของที่ระลึก  (Souvenir) ที่ผู้เขียนนำมาฝากนักพลศึกษาทั้งหลาย  ซึ่งได้มาจากการร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์   ร่วมกับคณาจารย์คณะ
ศึกษาศาสตร์  เมื่อวันที่  1 – 10  มีนาคม  2548  ผู้เขียนมีโอกาสเข้าเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยและ
สถาบันกีฬาของทั้งสองประเทศ     และมีโอกาสได้สอบถามขอความรู้จากนักวิชาการหลายท่าน โดยเฉพาะด้านกีฬา  ผู้เขียนได้ค้นพบหลักฐานการพัฒนากีฬาที่เด่นชัด  เปรียบเทียบระหว่างไทยกับ ออสเตรเลีย คือคนออสเตรเลียรลงทุนตีตั๋ว  13.50 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย  ประมาณ  400 บาท เข้าชมสถาบันกีฬาของออสเตรเลียรอบละหลายสิบคน  สอบถามทราบว่าส่วนมากประกอบอาชีพต่าง ๆ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกีฬาโดยตรง   แต่เล่นกีฬาและสนใจที่จะรู้เรื่องเกี่ยวกับกีฬา  ส่วนคนไทย ขนาดกีฬายอดนิยม  (ฟุตบอล)  แค่ตีตั๋ว  50 บาทค่าดู  ยังต้องคิดหน้าคิดหลังอยู่เลย  เรื่องนี้เป็นเรื่องของทัศนคติต่อการกีฬาของคนไทย  ใครจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงแนวคิดนี้ในประเทศไทย  คงไม่พ้นครูพลศึกษา

 

 

เอกสารและสิ่งอ้างอิง

Michelle Puccaynella Dr. “Hypnosis in Sport”,  The New Zealand Coach.  Volume 125 : No.4,  Spring 2004. pp. 17 – 19.

www.Google.com.au  Keyword  “Hypnotherapy”